Latest Post

รวบหนุ่มวัยรุ่นขืนใจเด็กสาววัย 13 ปี ผู้ต้องหาหวนก่อเหตุซ้ำนานเกือบเดือน สาวสตูลเปิดใจ เหตุที่ใช้ระยะทางพิสูจน์รัก ให้หนุ่มนครนายกเดินเท้าข้ามจังหวัดมาหา

เผยคลิปนาทีระทึก ชายเมายาบ้าควงขวานและปืนปลอม ขี่ จยย. บุกหลุมจอดเครื่องบินภายในสนามบินสุวรรณภูมิ ใช้ขวานทุบประตูขึ้นเครื่องแตกกระจาย

จากกรณีที่มีผู้บันทึกคลิปวิดีโอเหตุการณ์ระทึกภายในบริเวณหลุมจอดเครื่องบินที่ 101 ภายในพื้นที่หวงห้าม ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตำบลหนองปรือ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ภายในคลิปปรากฏภาพชายคนหนึ่งถือขวานเหล็กวิ่งอยู่บริเวณหลุมจอดดังกล่าว

โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พยายามวิ่งไล่จับตัว แต่ชายคนดังกล่าวได้ใช้ขวานไล่ฟันและวิ่งหนีขึ้นบันไดท่าเทียบเครื่องบินจุดที่สามารถเชื่อมต่ออาคารผู้โดยสาร จังหวะนั้นเจ้าหน้าที่การท่าจึงตัดสินใจเข้าชาร์จตัวเอาไว้ได้สำเร็จ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยหลังเกิดเหตุพบว่าชายคนดังกล่าวได้รับบาดเจ็บ จากบาดแผลถูกกระจกของทางเข้าอาคารผู้โดยสารแตกใส่ และจากการต่อสู้กับทางเจ้าหน้าที่ ขณะที่มีรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่บางนายได้รับบาดเจ็บถลอกตามร่างกายด้วยเช่นกัน

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวชายคนดังกล่าว ทราบชื่อภายหลังคือ นายวัชระ อายุ 34 ปีอดีต รปภ.บริษัทผลิต ถุงหูกระต่าย ถุงพลาสติกหูกระต่าย แห่งหนึ่ง ชาวจังหวัดเลย พร้อมยึดของกลางเป็นปืนปลอมสั้น 1 กระบอก ขวานด้ามเหล็กยาวกว่า 50 เซนติเมตร กรรไกรปลายแหลมด้ามพลาสติก 1 อัน ยาบ้าสีส้ม 1 เม็ดบรรจุในกล่องพลาสติก ทองรูปพรรณ โดยในเบื้องต้นชายคนดังกล่าวยังอยู่ในอาการเมาสารเสพติดและยังไม่สามารถเอาตัวมาสอบปากคำได้ จึงต้องนำตัวเข้าห้องขังเพื่อสงบสติอารมณ์

จากการสอบถาม นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผ่านทางโทรศัพท์ เพื่อสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งได้รับการชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง โดยเกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา ชายคนดังกล่าวได้ขับขี่รถจักรยานยนต์อาศัยจังหวะที่เจ้าหน้าที่จุดตรวจรักษาความปลอดภัยตรงประตูทางเข้า contropost 3 ด้านขาเข้า ซึ่งเป็นพื้นที่หวงห้ามสูงสุด

โดยคนร้ายอาศัยจังหวะที่เจ้าหน้าที่ขับรถกระบะกำลังเข้าพื้นที่หวงห้าม ชายคนดังกล่าวจึงชักปืนออกมาถือที่มือซ้าย แล้วขับขี่รถจักรยานยนต์ตามหลังรถกระบะของเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าสู่พื้นที่ด้านใน จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงระดมกำลังผู้เกี่ยวข้องไล่ติดตามควบคุมตัวชายคนดังกล่าว ได้ในเวลาเพียง 9 นาที

จากเหตุการณ์ดังกล่าวตนเองยืนยันว่าระบบรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่ได้หละหลวมแต่อย่างใด และมีแผนเผชิญเหตุรองรับสถานการณ์ตลอดเวลา แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ผู้ต้องหาอาศัยจังหวะที่รถของเจ้าหน้าที่กำลังผ่านประตูทางเข้า ผู้ต้องหาจึงเร่งเครื่องรถจักรยานยนต์แซงซ้ายรถเจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่

ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและเป็นมาตรฐานความปลอดภัยของสนามบิน ซึ่งตนเองจะได้เรียกฝ่ายรักษาความปลอดภัยมาทบทวนและเพิ่มแนวทางป้องกันเหตุในลักษณะเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม ตนเองมุ่งเน้นเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยด้านชีวิตของเจ้าหน้าที่และผู้โดยสาร เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียในเรื่องของชีวิตไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ตาม จากกรณีดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่ของการท่าใช้หลักประเมินสถานการณ์ และคำนึงถึงความปลอดภัยต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ ก่อนจะตัดสินใจเข้าชาร์จจับกุมตัวชายดังกล่าวได้สำเร็จ

ด้าน ร.ต.อ.ไพศาล วีระกิจพานิช รองสารวัตร (สอบสวน) เปิดเผยเบื้องต้นว่าจากการสอบปากคำเบื้องต้นของผู้ต้องหารายนี้ ซึ่งยังคงอยู่ในอาการเมาสารเสพติด ทราบว่าผู้ต้องหารายนี้มีอาชีพเป็นพนักงานคลังสินค้าแห่งหนึ่งที่ย่านอำเภอบางเสาธง หลังเลิกงานออกกะเช้าจึงขี่รถจักรยานยนต์ออกมาจากคลังสินค้ากลับไปที่ห้องพักในเคหะเมืองใหม่บางพลี

จนกระทั่งเกิดอาการประสาทหลอน อ้างว่ามีคนบอกให้ไปปล้นเครื่องบิน จึงคว้าอาวุธขับขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้ามาที่สนามบินพอมาถึงประตูทางเข้าดังกล่าว เป็นจังหวะที่รถของเจ้าหน้าที่กำลังเข้าพื้นที่จึงเร่งเครื่องแซงซ้ายเข้าไปจนกระทั่งถูกตามจับกุมตัวได้สำเร็จ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้ง 6 ข้อกล่าวหา คือ

1.ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2558 มาตรา 19 ผู้ใดใช้อาวุธหรือวัสดุอื่นใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ถ้าการกระทำนั้น เป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยาน ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15-20 ปี และปรับตั้งแต่ 600,000-800,000 บาท

2.พกพาอาวุธ(ขวาน)ไปในทาง เมือง ชุมชน และพื้นที่หวงห้ามเขตการบิน โดยไม่ได้รับอนุญาต

3.ทำให้ผู้อื่นเกิดความตกใจกลัว

4.ขับขี่ยานพาหนะขณะเสพสารเสพติดในร่างกาย

5.ทำให้เสียทรัพย์

6.ต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงาน